ความเดิมตอนที่แล้ว

จขบ. ได้ทุนของมหาลัยแห่งนึง เวลาผ่านไปถึงวันที่จขบ. จะต้องย้ายเข้ามาอยู่หอใน

 

 

ต่อ...

 

ตอนนั้นอีก 2 วันจะเปิดเทอม จขบ. จัดแจงข้าวของเรียบร้อยและย้ายเข้าหอ ห้องของ จขบ. เป็นแบบ 2 คน จขบ. ยังไม่เคยเจอรูมเมทมาก่อน ไม่รู้จักมักจี่ด้วยเลย ก็ได้แต่ลุ้นว่าจะเป็นคนยังไงกันนะ

ไปถึงหอชาย ขึ้นลิฟท์ เดินไปถึงห้อง ไขกุญแจเปิดประตู แต่ด้วยความสามารถในการไขกุญแจที่ยอดเยี่ยม จขบ. ไขไม่ออก ก็พยายามงัดแงะอยู่หน้าประตูห้องนั่นแหละ เสียงดังกุกกักจนห้องข้าง ๆ เปิดประตูมาดู นึกว่ามีคนเรียก แต่สภาพนี่...

 

ใส่กางเกงในตัวเดียวเปิดประตูพรวดออกมาดู ทั้งจขบ. และพ่อแม่ก็หันควับไปดู

 

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ครอบครัวที่ไขกุญแจไม่ออกกับนายกางเกงในจ้องตากัน

 

แล้วนายกางเกงในก็ร้อง โอ้ว แล้วก็ปิดประตูไป....

 

กลับมาที่ประตูห้อง จขบ. ต่อ หลังจากพยายามหาองศาในการหมุนกุญแจ สุดท้ายก็ไขออก พอเปิดประตูเข้าไป ผ่างงงงงง

 

อื้อหือออออ

 

รูมเมทไม่อยู่ แต่ห้องรก! รกมาก รกได้ใจจริง ๆ ข้าวของในห้องมีตั้งแต่หนังสือ เสื้อผ้า ยา กระทะ หม้อ และอื่น ๆ อีกเพียบ มันเยอะจนเกยมาถึงโซนของอีกคน ดูจากทรงรูมเมทคนนี้คงอยู่ห้องนี้มานานแล้วแน่ ๆ

 

จขบ. ก็อึ้งนิดนึง แต่ทำไงได้ เราต้องอยู่ห้องนี้นี่นะ ยังไงก็ช่วยเขาจัดของให้อยู่ในที่ของเขาละกัน แล้ว จขบ. ก็เริ่มจัดของ ๆ ตัวเอง พอจัดเสร็จใครเข้ามาก็จะเห็นได้ชัดว่าห้องนี้แบ่งโซนอย่างชัดเจน ฝั่งนึงรกเหมือนระเบิดลง อีกฝั่งร้างเหมือนไม่มีคน

 

ความสนุกมันอยู่ตรงนี้ครับคุณผู้ชม ระหว่างที่จขบ. กำลังจัดของและมองดูสิ่งของของรูมเมทเพื่อจะดูว่าเขาน่าจะเป็นคนยังไง จขบ. ไปสะดุดตาเข้ากับของสิ่งนึง

 

มันเป็นตุ๊กตาผู้หญิงผมยาวน่ารัก ใส่ชุดสีแดง

 

และมียันต์แปะอยู่

 

ข้าง ๆ ยังวางบทสวดมนต์ไว้ด้วย อื้มมมมมม

 

เจอแบบนี้เข้าไป แม่จขบ. เลยถาม จขบ. ว่ามีพระติดตัวมั้ย จี้ที่ได้จากวัดนู่นนี่นั่นยังติดตัวอยู่หรือเปล่า พอรู้ว่าจขบ. ยังติดตัวไว้แกค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย แหม เจอขนาดนี้ก็ต้องมีกังวลบ้างเป็นธรรมดาเนอะ

 

พ่อแม่จขบ. ยังอยู่รอรูมเมทกลับมาอีกซักพักจะได้ทำความรู้จักกัน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มาซักที สุดท้ายก็ต้องกลับไปก่อน อยู่รอไม่ไหว จขบ. เลยอยู่ห้องคนเดียวกับตุ๊กตา

 

มันก็หวิว ๆ นิด ๆ นะ รู้สึกแปลกดีเหมือนกัน แต่จขบ. ก็ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน เล่นคอมไปแบบนั้นแหละ คิดมากไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เล่นคอมถึงดึก ๆ รอรูมเมทละกัน

 

ใกล้เที่ยงคืนแล้ว รูมเมทก็ยังไม่มา คงจะมาพรุ่งนี้แล้วล่ะ แล้วจขบ. ก็ตัดสินใจนอน วันนี้คงได้นอนกับตุ๊กตาล่ะนะ

 

ปิดไฟนอนไปได้ซักพัก มีเสียงไขกุญแจ ตามด้วยเสียงเปิดประตู แต่ประตูก็ติดดังปั้ก! เพราะประตูห้องมีตัวล็อกแบบที่ใช้คล้องไว้ด้วยอีกชั้น แต่เสียงดังปั้กกลางดึกในห้องที่มีแต่จขบ. กับตุ๊กตา จขบ.ก็ตกใจสิ แต่ก็รีบตั้งสตินะ อาจจะเป็นรูมเมทมาก็ได้ แต่มาอะไรเอาตอนเที่ยงคืนนะ จขบ. กุลีกุจอไปเปิดประตู แล้วก็ได้เจอกับ....

 

....รูมเมทจริง ๆ รูมเมทหน้าตามึน ๆ เหมือนเพิ่งตื่นนอนมาพร้อมกับกระเป๋าเดินทางของเขา น่าจะมาจากจังหวัดอื่นที่อยู่ไกล

 

เขาก็เซอร์ไพรส์อยู่เหมือนกัน จู่ ๆ ห้องตัวเองดันเปิดไม่ได้ แล้วก็มีคนเข้ามาอยู่โดยไม่ได้รู้ล่วงหน้าเลย แต่เอาเถอะ ยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกันนี่แหละ จขบ. ก็ทำความรู้จักกับเขา แต่จขบ. ชีวิตจรงเป็นคนที่เงียบกับคนแปลกหน้ามาก มีน้อยครั้งสุด ๆ ที่จขบ. จะเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อน และรูมเมทจขบ. ก็เป็นคนที่เงียบเป็นเป่าสากเหมือนกัน เรียกได้ว่าถ้าไม่ชวนคุยกันเราทั้งคู่ก็สามารถเงียบใส่กันได้ทั้งวันจริง ๆ ตอนนั้นจำได้ว่าจขบ. คุยกับเขา ได้รู้ว่าเขาชื่อเค (นามสมมติ) มาจากจังหวัดนึงทางภาคเหนือ เป็นรุ่นพี่ปี 2 ในคณะที่คล้ายกัน รู้แค่นี้จริง ๆ ไม่ได้ชวนคุยถึงเรื่องอื่นเลย ความชงความชอบความสนใจนี่ไม่รู้ซักอย่าง แถมเขาไม่ชวนคุยกัลบด้วย ถามมาตอบไป ตอบเท่าที่ถามไม่มีเวิ่นต่อ เป็นบทสนทนาที่สั้น กระชับ ได้ใจความจริง ๆ 

 

คืนนั้นเป็นคืนที่จขบ. รู้สึกค่อนข้างแปลกที่แปลกตา คนเงียบ ๆ 2 คน และตุ๊กตาลงยันต์ 1 ตัวต้องมานอนในห้องเดียวกัน แต่ก็เอาวะ ถือซะว่าเป็นสีสันของชีวิตมหาลัยละกัน

 

และแล้วชีวิตในรั้วมหาลัยของจขบ. ก็เริ่มต้นขึ้นด้วยประการฉะนี้แล เตร๊งเตรงเตร่งเตร๊งงงง เตร็งเตร่งเตร๊งเตรงเตร่งงงงง

 

ตอนหน้าจขบ. จะพาไปดูวันแรกของการเปิดเรียนนะครับ 

สวัสดีครับ

จขบ. กลับมาแล้ว

 

ครั้งสุดท้ายที่ จขบ. มาอัพบล็อกผ่านไปนานแค่ไหนแล้วนะ ที่รู้คือนานจนจำไม่ได้แล้วล่ะ ซีรี่ส์สาระอะไรที่เคยทำไว้ก็ลืมหมด แต่ยังไงถ้ามีโอกาส (ถ้า จขบ. ไม่ขี้เกียจ) ก็จะตามเก็บให้ครบนะครับ

 

เข้าเรื่องกันเถอะ เรื่องมันมีอยู่ว่า

 

จขบ. เข้ามหาลัยแล้วจ้า

 

ใช่แล้วซาร่า ตอนนี้ จขบ. เป็นเด็กปี 1 ในมหาลัยแห่งนึง ขอสงวนสิทธิ์ไม่เปิดเผยชื่อที่อยู่ละกันนะ เพราะ จขบ. สังหรณ์ใจว่าจะได้นินทามหาลัยตัวเองไปอีกนานเลย (เด็ก ๆ ไม่ควรเอาอย่างนะครับ ไม่ดี ๆ)

 

จริง ๆ จขบ. จบ ม.6 ตั้งแต่เดือนกุมภาโน่นนนนน แต่ก็ขี้เกียจมาตลอด ทั้ง ๆ ที่มีเวลาว่างตั้งเกือบ 6 เดือน

 

ถามว่าทำไมถึงว่างขนาดนั้นน่ะหรอ....

 

คือ จขบ. ชิงทุนเอาครับ ไม่ได้เข้าระบบสอบตรงหรือแอดมิชชั่นฮาร์ดคอร์น้ำตาไหลเป็นสายเลือดเหมือนคนอื่น ๆ เขา ตรงนี้ จขบ. ขอแนะนำน้อง ๆ เลยละกันว่าให้ทำเกรดตัวเองใน ม. ปลายให้ดี เพราะเกรดสวย ๆ จะมีประโยชน์พลิกแพลงสถานการณ์ได้ เพราะบางครั้งแผนที่เราวางไว้ในอนาคตมันอาจจะไม่เป็นไปอย่างที่คิด อย่างบางคนทำเกรดแค่เท่าที่คณะที่ตัวเองอยากได้กำหนดไว้ ปรากฏว่าปีนั้นทางคณะดันเปลี่ยนเกณฑ์สูงขึ้น ทำไงล่ะทีนี้ จะมาปั้นเกรดตอนนั้นก็สายเสียแล้ว หรือบางคนมุ่งจะไปคณะนี้อย่างเดียว ไม่เผื่อทางหนีทีไล่ไว้เลย สุดท้ายพอคะแนนไม่ถึงก็เคว้ง ไม่มีที่ไป จ้องจับพลัดจับผลูเรียนไปแบบงง ๆ ประเด็นคือถ้าเรามีเกรดดีมันจะเหมือนเป็นใบเบิกทางให้เรามีทางเลือกมากขึ้น อันนู้นไม่ได้ไม่เป็นไร เกรดเรายังเอาไปยื่นอันนั้นได้ อะไรทำนองนั้น

ตอน จขบ. เข้าโค้งสุดท้ายเตรียมสอบเข้ามหาลัยก็ทำแบบนี้แหละ จขบ. ขอเรียกว่าวิธีเหวี่ยงแหละกัน คือมีตัวเลือกอะไรที่เราสามารถทำได้ก็ทำให้หมด ทำเกรดได้ใช่มั้ย ทำเลย ตั้งใจเรียน หือ อะไรนะ มหาลัยนั้น คณะนั้น ต้องการคะแนน XXX เอาไปยื่นด้วยหรอ เอาสิ สอบเลย ห้ะ คะแนน IELTS ยื่นได้หลายที่เลยหรอ สอบสิ ๆ เอาเลย อย่างนี้เป็นต้น เป็นการเพิ่มทางเลือกให้เรา เวลาเจอปัญหาขึ้นมาจะได้มีช่องให้หายใจ เพราะเชื่อเถอะว่าช่วงเวลาจบม.6-เข้ามหาลัย เป็นช่วงที่อึดอัดมาก ถึงแม้พูดก็พูดเถอะจขบ. อึดอัดน้อยกว่าเพื่อนหลายคนมาก แต่ก็ยังรู้สึกบีบคั้นเลย เพราะฉะนั้นข้อให้น้อง ๆ เตรียมตัวให้ดี จะทำอะไรคิดให้รอบคอบ ที่สำคัญคือต้องเข้าใจตัวเอง อย่าหลอกตัวเองว่าเราทำได้ทุกอย่างที่ต้องการ ให้คิดเผื่อไว้ด้วยว่าถ้าแผน A ล้มเหลว แผน B จะทำยังไงต่อ แล้วมีแผน C หรือยัง

 

แล้วนีี่มันเข้าเรื่องตรงไหนเนี่ย จขบ. จะมาเล่าประสบการณ์ในรั้วมหาลัย ไม่ใช่แนะแนว เฮ้อออออ

 

เข้าเรื่อง ๆ

 

เท้าความตั้งแต่จขบ. เริ่มตั้งไข่เตรียมตัวสำหรับฤดูสงครามมหาลัยเลยละกัน ตอนนั้นจขบ. อยู่ม.5-ม.6 กำลังอยู่ในสภาวะกระต่ายตื่นตูม อะไร ๆ ดูประดังกันเข้ามาเต็มไปหมด เดี๋ยวข่าวมหาลัยนั้นก็มา มหาลัยนี้ก็มา อันนู้นก็ดี อันนี้ก็ดี จขบ. จึงตัดสินใช้วิธีเหวี่ยงแหอย่างที่บอก แล้วมันก็เป็นไปตามที่จขบ. วางแผนไว้จริง ๆ คือหลังผ่านวิกฤติการณ์วิ่งรอกสอบทั่วไทยแล้ว จขบ. ก็มีคะแนนของการสอบนู่นนี่รองรับเต็มไม้เต็มมือ จะเข้าที่ไหนก็ดูมีโอกาสไปหมด ลำดับต่อไปก็คือต้องเลือกให้ดีว่าจะเข้าอันไหน จขบ. ค่อย ๆ ตัดคณะ/มหาลัยที่คิดว่าไม่ใช่กับตัวเองออก อันนี้เรียนกว้างไป ตัดออก อันนี้เนื้อหาไม่ใช่ ตัดออก จนเหลือไม่กี่ตัวเลือก

ตอนนั้นเองที่มหาลัยแห่งนึงซึ่งอยู่ในตัวเลือกของจขบ. เปิดรับสมัครชิงทุน ซึ่งทุนการศึกษาของมหาลัยนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่จขบ. เก็บเอาไว้เป็นตัวเลือก จขบ. คิดไว้แล้วว่าถ้าได้ทุนที่นี่จะลดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล แถมยังได้ไปเรียนต่างประเทศตามหลักสูตร ไม่ต้องชิงทุนต่างประเทศอะไรเพิ่มเติมอีก จขบ. เลยติดตามข่าวสาร ไปห้องแนะแนวของโรงเรียนว่าต้องทำยังไงถึงจะได้ทุน แล้วก็ดำเนินการตาม

จขบ. ได้รู้ว่าเฮ้ย จะได้ทุนนี่ต้องมีรหัสนักศึกษาก่อนนะ อ้าว แต่เรายังเป็นนักเรียนอยู่ จะไปมีรหัสนักศึกษามหาลัยเขาได้ไง จขบ. เลยหาข้อมูลเพิ่มเติม ได้ความว่าต้องไปสอบตรงที่มหาลัย เหมือนสอบเข้าโรงเรียนมัธยมนั่นแหละ จขบ. ค้นต่อว่าสอบวิชาอะไร ได้ความว่าสอบแค่ภาษาอังกฤษ ด้วยความมั่นในพลังของตัวเองพอสมควร จขบ. จึงจัดแจงหาวันว่างอย่างรวดเร็วแล้วไปสอบในไม่กี่วันต่อมา

 

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้จขบ. รู้ว่า...

 

วิธีเหวี่ยงแหนี่มันเยี่ยมจริง ๆ

 

น้อง ๆ รู้มั้ย จขบ. ไปถึงมหาลัย ไปห้องรับสมัครนักศึกษา คุยไปคุยมาจขบ. ยื่นคะแนน IELTS ประกอบ ปรากฏว่าผ่านเลย ไม่ต้องสอบอะไรทั้งนั้น แค่ยื่น IELTS เขาก็รับเป็นนักศึกษาแล้ว

ตอนนั้นจขบ. ไม่ได้รู้สึกดีใจ แต่มึนมากกว่าว่าเฮ้ย มันง่ายขนาดนี้เลยหรอ ง่ายไปหรือเปล่า แล้วแบบนี้คุณภาพจะได้มั้ยเนี่ย

จขบ. ยังไม่ตัดมหาลัยนี้ทิ้งเสียทีเดียว ยังคิดต่อว่าเรียนแล้วจะได้อะไรมั้ย สุดท้ายก็สรุปได้ว่านอกจากเรื่องประหยัดเงินแล้ว ต่อให้คุณภาพที่นี่ไม่ดีจริง ๆ จขบ. ก็สามารถพัฒนาตัวเองให้ดีได้จากสภาพแวดล้อมและสังคมของที่นี่ จขบ. เรียนภาษาจีน และที่นี่มีคนยีนเยอะจนน่าตกใจ ที่สำคัญคือถ้าเรียนคณะนี้ จขบ. จะได้ไปจีนโดยไม่ต้องสอบชิง การไปจีนเป็นประเด็นหลัก จขบ. จึงตัดสินใจมุ่งเข้าที่นี่ต่อไป

 

หลังจากได้รหัสนักศึกษามา จขบ. ยังทำตามเอกสารสัญญาทุนที่ได้มาตอนคุยกับครูแนะแนวต่อไป เอกสารสัญญาทุนใช้ภาษากฏหมาย บอกเลยว่าอ่านเข้าใจยากมาก ต้องตีความเป็นคำ ๆ อย่างบางคำที่ใช้กันชินปากพอมาในรูปแบบนี้ความหมายก็เปลี่ยน พวกคำว่า หรือ / และ ความหมายต่างกันมาก ต้องอ่านละเอียดสุด ๆ อย่าอ่านสัญญาทุนลวก ๆ เด็ดขาด ถ้ายังไม่เชื่อ จขบ. จะยกตัวอย่างสิ่งที่จขบ. อ่านเจอจากในสัญญาทุนให้ มันเป็นภาษากฏหมายอ่ะนะ แต่อ่านแล้วได้ใจความว่า

 

"ทันทีที่คุณดำเนินการขอทุน คุณจะถูกตัดสิทธิ์จากแอดมิชชั่น"

 

หมายความว่าไง มันไม่ได้หมายความว่าพอได้ทุนปุ๊บ จะโดนตัดสิทธิ์ปั๊บ

 

มันหมายความว่าคุณจะโดนตัดสิทธิ์แอดมิชชั่นตั้งแต่วินาทีที่คุณส่งเอกสารขอทุนฉบับนี้ไป

 

และแปลว่าคนที่ขอทุนจะอยู่ในสภาพเด็กทุนและเด็กแอดพร้อม ๆ กันไม่ได้ ถ้าสมัครแอด ทุนจะหลุดทันที

 

เห็นมั้ยครับ แค่ประโยคเดียวตีความไปได้ไกลนะ

 

อีกสิ่งนึงที่ต้องระวังคือผลกระทบจากการขอทุนจนได้ แต่ดันทิ้งทุนไปเอาคณะอื่น ถ้ามองในมุมของตัวเราที่ต้องเลือกสิ่งที่ดี ที่เหมาะที่สุดให้กับตัวเองมันก็พอเข้าใจอยู่ แต่อย่าลืมคนข้างหลัง รุ่นน้องของคุณที่อยากได้ทุนนี้ แต่ในรุ่นของคุณ คุณสละสิทธิ์ทิ้งขว้างไปง่าย ๆ ทางมหาลัยอาจไม่ให้ทุนกับโรงเรียนนี้อีก ต้องระวังตรงนี้ด้วย

 

ไปกันต่อ จขบ. ส่งเอกสารทุนไปพร้อมกับ Port Folio ที่ทำแบบค่อนข้างลวกทีเดียว แต่จากที่ถามครู ครูบอกว่าเขาเน้นเกรดมากกว่าพอร์ท จขบ. ก็เลยโอเค ส่งไ