สวัสดีครับเพื่อนที่รัก~ Embarassed
 
ที่อารมณ์ดีก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ...
 
ผม...
 

 
ปิดเทอมแล้วววววววว วู้วววววววววววววว!!!!!!!!
 
 
 
สารภาพตรงๆเลยว่าเทอมนี้เป็นเทอมที่วุ่นวายที่สุดในชีวิต อะไรต่อมิอะไรประดังเข้ามาเต็มไปหมด ยิ่งสัปดาห์สุดท้ายคือช่วงพีคของความหายนะ ทั้งสอบปลายภาค ทั้งร.ด. ไหนจะงานโปรเจ็กต์กำหนดส่งวันศุกร์ เรียกได้ว่าทำงานสุดปลายไส้ติ่งจริงๆครับ T.T
 
แต่ตอนนี้ผมปิดเทอมแล้ว เพิ่งปิดแบบสดๆร้อนๆ สอบเสร็จกันเมื่อวานเลยทีเดียว เท่ากับว่า ตอนนี้ผมมีเวลาว่างมากพอจะมาอัพเดทบล็อกแล้วววว เย้~ Wink
 
ดังนั้น ผมขอเริ่มเอนทรี่แรกฉลองปิดเทอมด้วยเอนทรี่เล่าเรื่องราวชีวิตของผมช่วงโค้งสุดท้ายของภาคเรียนละกันนะครับ xD
 

 
ก่อนจะไปฟันฝ่ากันในวันจันทร์ ผมขอเท้าความไปวันอาทิตย์ก่อน สืบเนื่องมาจากวันอาทิตย์ก่อนสอบที่นักเรียนไทยสมควรจะนอนกลุกๆอยู่บ้าน อ่านหนังสือกองพะเนินไปพลาง กินทุกอย่างที่ขวางหน้าไปพลาง...
 
...แต่ผมกลับต้องมานั่งปั่นงานที่บ้านเพื่อน ._.
 
 
ท่านผู้อ่านครับ ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยใช้เวลาก่อนสอบด้วยการปั่นงานยิกๆมาก่อนเลยนะครับ ที่ผ่านให้งานมันมากมายและเลวร้ายขนาดไหนผมก็ทำทันมาตลอด จนกระทั่งครั้งนี้ ผมต้องหอบเอาหนังสือที่จะอ่านเตรียมสอบไปบ้านเพื่อน เพื่อทำงานโปรเจ็กต์นี้ให้เสร็จ T.T
 
 
โปรเจ็กต์ที่ว่านี้คือวิชาคอมพิวเตอร์ (ภาษาอังกฤษ) ครับ
 
 
 
งานที่ต้องทำก็คือ....
 
 
เขียน storyboard (ประมาณว่าเค้าโครงเรื่อง) ของวีดิโอคลิปประมาณ 3-5 นาที จัดแจงแสง ความสว่าง ความสมดุลของภาพ และองค์ประกอบของภาพทั้งหมด
 
ถ่ายวีดิโอตามโครงเรื่องที่เขียนไว้ ต้องถ่ายให้ตรงกับโครงเรื่อง
 
ตัดต่อวีดิโอด้วยโปรแกรม iMovie เท่านั้น แล้วอัพโหลดลง Youtube
 
ถ่ายรูป 4 รูป ถ่ายแบบเต็มตัว - ครึ่งตัว - Fast shot (เช่นคนลอยค้างอยู่ในอากาศ) - Slow shot (เช่นรถวิ่งปรากฏแสงไฟเป็นทางยาว) จัดองค์ประกอบภาพ แสง ความสว่าง ความสมดุล ฯลฯ
 
วาดโครงรูปทั้ง 4 ระบุแสงไฟ องค์ประกอบ อุปกรณ์ที่ใช้ เช่น artificial light (เช่นแสงไฟที่สะท้อนจากร่มคันใหญ่ๆที่เขาใช้ในสตูดิโอ) ต้องมีอุปกรณ์แบบนี้อย่างน้อย 1 ชิ้น ประยุกต์ใช้ได้ (ร่มเปลี่ยนเป็นฟิวเจอร์บอร์ด)
 
ใส่ storyboard, วีดิโอ, รูปทั้ง 4 รูป, โครงรูป ลงใน Prezi (การนำเสนอรูปแบบนึง ล้ำกว่า powerpoint)
 
ใส่ทั้งสี่อย่าง และ Prezi ลงในแผ่น DVD แนบ iBook ที่เคยทำไว้ลงไปด้วย
 
ใส่เนื้อหาทั้งหมดลงในรายงาน
 
ส่งทุกอย่างให้เขา
 
 
 
.....ครับ
 
 
 
 
 
ถ้าจะสั่งมาขนาดนี้ เอาปืนแมกนั่มเป่าหัวผมเถอะคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ \\TOT//
 
 
คือครูเขาก็ให้เวลามาสมเหตุสมผลนะ ให้มา 2 สัปดาห์ รวมสัปดาห์สอบ สามารถปรึกษาครูได้ช่วงสัปดาห์แรก
 
ปัญหาคือ ผมโง่คอมพิวเตอร์ครับ ผมพยายามที่สุดแล้ว โดยปกติเนื้อหาวิชาอะไรก็ตามที่แปลมาเป็นหนังสือ ผมสามารถอ่านได้ ต่อให้ยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหนผมก็สามารถอ่านรู้เรื่องในท้ายที่สุด
 
แต่ยกเว้นคอมพิวเตอร์
 
แม้แต่ตอนปฏิบัติผมก็ไม่รอดถ้าไม่มีเพื่อนคอยช่วย เรียกได้ว่าคอมพิวเตอร์คือจุดอ่อนเลยว่างั้นเถอะ
 
แล้วสั่งมาขนาดนี้ เส้นเลือดในสมองนี่เต้นมูนวอล์กอยู่ในหัวจนแทบระเบิดตูมเป็นโกโก้ครั้นช์ ._.
 
อย่างไรก็ตาม งานคืองานครับ ถ้าครูสั่งมาเราก็ต้องทำ หลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์โดยที่งานคืบหน้ามาน้อยกว่าที่คิด สุดท้ายผมก็ไม่มีทางเลือก นอกจากหอบหนังสือหอบงานไปทำกับเพื่อนในวันอาทิตย์
 
พอรวมตัวกันปุ๊บ เราก็คุยกันตามประสาเพื่อนนักเรียน ไปๆมาๆก็เริ่มติวหนังสือ กว่าจะกลับมาถ่ายงานกันได้ก็บ่ายโมงกว่าเข้าไปแล้วมั้ง
 
คลิปส่วนแรกราบรื่นดี พอจะเริ่มส่วนที่สอง....
 
 
 
ตืดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
 
 
 
บ้านตรงข้ามทำอะไรก็ไม่รู้ เสียงดังสนั่นจนลอดเข้ามาในคลิป เราก็เลยถ่ายไม่ได้ ต้องรอให้เสียงหายจึงจะถ่ายได้ต่อ เสียเวลาเข้าไปอีก
 

พอคลิปส่วนที่สองถ่ายเสร็จปุ๊บ...
 
 
 
ปิ๊บ...
 
 

 
แบตหมดดดดดดดดดดดด!!!!!!
 
คุณพระคุณเจ้า! ยังเหลือคลิปอีกเป็นกระบุง แล้วกล้องดันแบตหมด!!! ถ้าถ่ายงานไม่ได้ แล้วชั้นมาทำอะไรที่นี่!??? ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
 
 
 
ยังดีที่ว่ากล้องนี่ชาร์จแบตได้เร็วพอสมควร เราก็เลยเอาไปชาร์จ ระหว่างก็นั่งติวกันต่อ แต่จริงๆก็ไม่ได้ติวหรอก นั่งบ่นระบายกันมากกว่า เนี่ย ครูคนนู้นให้งานมาเพียบเลย ครูคนนี้โคตรขี้บ่น ครูคนนั้นว่่าครูคนโน้น คนนี้เป็นอย่างนั้น คนนั้นเป็นอย่างนี้
 
สรุปว่้าไม่ได้ติวอะไรเลย - -
 
หลังจากกล้องชาร์จเสร็จ บ้านตรงข้ามก็ส่งเสียงกระหึ่มอีกครั้ง เราก็ต้องนั่งแหมะรอ ระหว่างท้องฟ้าก็มืดครื้มลงเรื่อยๆ ตายละวา ถ้าฝนตกจะถ่ายคลิปส่วนนอกบ้านยังไง TT
 
ดีนะที่ฝนไม่ตก บ้านตรงข้ามหยุดส่งเสียง เราก็เลยถ่ายคลิปนอกบ้านได้เสร็จ
 
 
 
ตอนถ่ายในบ้านนี่ถ่ายหลายเทคมากครับ เดี๋ยวเพื่อนคนนี้ลืมบท คนนั้นพูดผิด อีกคนเรอ อีกคนปวดตด อีกคนขำคนปวดตด (คนนี้ผมเอง xD) กว่าจะถ่ายเสร็จก็เกือบ 6 โมงเข้าไปแล้ว สรุป ไม่ต้องตงต้องติวกันแล้วล่ะ สอบพรุ่งนี้ไปอ่านเอาตอนเช้าละกัน งนาคอมพิวเตอร์ก็เสร็จไปประมาณ 50% แล้ว วันอังคารกับพฤหัสหยุด ยังพอทำได้ ถ้าทำกันสุดใจละก็....
 
 
 
โปรดนึกภาพตามนะครับ กลุ่มเด็กวัยรุ่นกลุ่มนึงแต่งชุดแนวแฟนตาซี ยืนอยู่บนหน้าผาที่สะท้อนแสงอาทิตย์อัสดง เบื้องหน้าของพวกเขาคือทุ่งกว้างที่กำลังจะกลายเป็นสมรภูมิเดือดในวันพรุ่ง อาวุธของพวกเขาถูกลับจนเพียบพร้อมเต็มที่
 
"พรุ่งนี้แล้วสินะ....."
 
"...มันคงเป็นวันที่ยาวนาน..."
 
"แต่พวกเราก็เตรียมตัวเตรียมใจกันแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะฝ่าฟันไปด้วยกัน ใช่มั้ยพวกเรา!!!"
 
 
...
..
.
..
...
 
 
 
และนั่นคือสภาพหน้าและกิริยาท่าทางของผมในช่วงสัปดาห์สุดท้ายครับ - -
 
กลับเข้าเรื่องดีกว่า หน้าผมมันเป็นแบบนั้นจริงๆ เป็นมาตั้งแต่วันจันทร์ เพราะมันเป็นวันสอบวันแรก เมื่อขึ้นชื่อว่าสอบนักเรียนก็ต้องนั่งอ่านทบทวน ทุกปี ทุปเทอม ไม่ว่าอยู่โรงเรียนไหน ผมก็จะเป็นหนึ่งในแกนนำคนติวเสมอ ตรงจุดนี้ผมก็อาศัยการติวคนอื่นเป็นการทบทวนให้ตัวเองไปด้วย ซึ่งก็ได้ผลพอตัวเลยนะครับ xD
 
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น!
 
ประเด็นคือ เพื่อนๆผมช่างจ้อช่างคุยกันเหลือเกิ๊นนนนนนนนนนนนนนนนนนน คุยได้คุยดี จะคุยอะไรขนาดนั้น ไม่คอแห้งหรือเมื่อยปากกันรึไง บางทีก็แอบสงสัยว่าเพื่อนชั้นหายใจทางผิวหนังกันรึเปล่านะ -.-
 
เพื่อนบอกว่า "พูดมาเลย ฟังอยู่" 
 
 
ด้วยความเคารพนะเพื่อนจ๋า
 
 
ฟังบ้าอะไรเล่า! พูดจบก็มีคนถามเรื่องที่พูดไปหยกๆทุกที - -*
 
 
(แต่ไม่เป็นไร เราไม่โกรธหรอก เพราะถ้าไม่มีเพื่อนเราคงนอนตายใต้กองงานไปแล้ว //ขอบคุณเพื่อน ^^)
 
 
มันคงเป็นสัจธรรมของชีวิตครับ หากในกลุ่มนักเรียนกลุ่มใหญ่มีเสียงเริ่มคุยขึ้นมาเพียงนิดเดียว...
 
การโม้เหม็นก็จะลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ราวไฟไหม้บ้านอย่างไรอย่างนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ไฟยิ่งไหม้ก็ยิ่งแรงฉันใด นักเรียนยิ่งคุยก็ยิ่งดังฉันนั้น
 
และหากมันเป็นการคุยแข่ง โปรดคูณ 2 เข้าไปทั้งสมการ
 
เสียงติวของผมจึงเทียบไม่ได้กับอณูโปรตอของเสียงคุยจากเพื่อนจ๋าเลยด้วยซ้ำ TT
 
แต่ด้วยความรักเพื่อน (และสำนึกในบุญคุณ?)  ผมจึงพยายามตะเบ็งเสียงสุดๆ ให้เข้าหูเพื่อนซักนิดก็ยังดี ทั้งๆที่รู้ว่าคอตัวเองมันเปราะบางยิ่งกว่านาฬิกาจีนแดง - -
 
 
......................
 
 
พอถึงเวลาเข้าแถวตอนเช้า ผมกับเพื่อนๆ (เป็นกรรมการนักเรียนครับ) ก็มายืนประจำที่ เตรียมตัวนำเคารพธงชาติและสวดมนต์
 
 
กฏโรงเรียนระบุให้นักเรียนมาพร้อมกันที่สนามก่อน 7.40
 
 
พวกผมลงมา 7.40 เป๊ะ (ครับ ขออภัยครับ พวกผมทำผิดจริงๆครับ - -)
 
แต่ที่อาการหนักว่าคือ นักเรียนที่เหลือทั้งโรงเรียน มาก่อนเวลาแค่ 2-3 ห้องเองมั้ง + + ที่เหลือมาเอาโน่น 7.45 เข้าไปแล้ว
 
ยัง ยังไม่พอ มารวมกันปุ๊บสัตว์โลกก็เป็นไปตามสัจธรรมชีวิตปั๊บ คุยกันกระหึ่ม ยิ่งเดี๋ยวนี้มีโดมหลังคาคลุมแล้วด้วยนะ เสียงนี่ก้องกระหึ่มกันไปสามบ้านสิบบ้าน
 
ในเมื่อเป็นแบบนี้ ครูก็ให้เริ่มกิจกรรมตอนเช้าไม่ได้สิครับ ก็ต้องมานั่งอบรมกัน พูดดีๆก็แล้ว เตือนก็แล้ว ตัดพ้อก็แล้ว เสียงไม่ได้ลดหย่อนลงแม้แต่น้อย กว่าจะเริ่มกิจกรรมได้ก็โน่น แปดโมงกว่าเข้าไปแล้ว เสียเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงไปกับการยืนคุยนั่งคุย แทนที่จะไปติวกันสบายๆหน้าห้อง ดังเลือกมาติวกันแบบแออัดข้างล่าง - -
 
 
 
เพื่อนๆพี่ๆน้องๆชาวโรงเรียน*** ครับ ถ้าน้องๆผ่านมาเห็น พี่อยากจะบอกว่า ถึงพี่จะไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีให้ห้อง ก็ไม่ได้หมายความว่าน้องๆควรเจริญรอยตามนะครับ รุ่นพี่กับรุ่นพี่ของพี่คงแก้ยากแล้วล่ะ ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก พี่ไม่อยากให้น้องเติบโตมาเป็นไม้ไส้เน่าอย่างพวกพี่ ด้วยความเป็นห่วงนะจ๊ะ Foot in mouth
 
 
 
เข้าเรื่องกันต่อดีกว่า ในเมื่อกิจกรรมยามเช้ากินเวลาขนาดนี้ วิชาแรกก็ไม่ต้องตงต้องติวกันแล้ว ไปลุ้นชะตากรรมกันในห้องสอบละกัน
 
วิชาแรกนั้นแยกตามสายที่เรียน ผมเรียนศิลป์จีน จึงสอบจีน
 
 
 
คุณเอ๊ยยยยยยยย ง่ายขนาดดดดดดดดดดดด~
 
 
 
มันง่ายจริงๆครับ ไม่ได้ประชด ง่ายแบบเห็นข้อสอบแล้วสบายใจอ่ะครับ ข้อสอบมีประมาณ 4 แผ่นมั้ง จำไม่ค่อยได้ ก็นับว่าปริมาณข้อสอบอยู่ในเกณฑ์ปานกลางเนอะ ไม่ได้เยอะจนล้นหรือบางเฉียบ
 
ตอนกลางภาคเพื่อนๆเชื่อมั้ยครับ ข้อสอบจีนมีแผ่นเดียว!!! O_O ถึงจะเป็นแบบหน้า-หลังก็ถอะ แต่แค่แผ่นเดียวเอง แล้วก็ไม่ได้ยากอะไรขนาดนั้น จำนวนข้อก็น้อย อย่างกับสอบเก็บคะแนนเลย - -
 
แต่ถ้านับย้อนหลังไปปีที่แล้วนี่ ครูจีนคนเก่าน่ารัก อัธยาศัยดี แต่ออกข้อสอบสะพรึงมากครับ แกตะบี้ตะบันออกมา 8 แผ่น ข้อสอบเยอะเว่อร์แถมยากอีกต่างหาก T.T
 
ก็นับว่าผ่านพ้นวิชาแรกมาได้ด้วยดีล่ะนะครับ หลังจากนั้นผมก็พักยาวเลย ประมาณสองชั่วโมงครึ่งแน่ะ เพราะช่วงนี้ห้องวิทย์คณิตกับสายศิลป์คำนวณเขาสอบกัน //สงสารเพื่อนศิลป์คำนวณจังเลย ._.
 
ผมมาสอบอีกทีเที่ยงครึ่งครับ สอบวิชา reading and writing คือการอ่านกับการเขียน ซึ่งครึ่งเทอมหลังนี้ครูสอนการเขียนอย่างเดียว ข้อสอบจึงออกมาข้อเดียว โจทย์ง่ายๆ สั้นๆ แปลไทยได้ว่า
 
"จงเขียนเรียงความตามหัวข้อที่กำหนด"
 
ครูท่านนี้ได้บอกหัวข้อที่กำหนดให้ไว้ล่วงหน้าประมาณเดือนนึงครับ เขาบอกว่าที่บอกให้ล่วงหน้าเพราะต้องการให้นักเรียนหาข้อมูลเตรียมตัวไว้ เขาไม่ต้องการเรียงความระดับประถม แต่ต้องการเรียงความระดับมหาลัย *.*
 
เวลาในการสอบคือ 1 ชั่วโมงครับ มันต้องพอแน่ๆเพราะที่เราต้องทำก็แค่จำสิ่งที่เราเรียบเรียงมาตลอด 1 เดือน แล้วเอาเข้าไปเขียน
 
แต่มันไม่พอครับ 
 
ไม่รู้ว่าเป็นแค่เฉพาะผมรึเปล่า แต่เรียงความที่ผมเรียบเรียงมันเยอะเกินไป ผ่านไป 40 นาทีผมยังไม่ถึงครึ่งเลย ผมจึงต้องรีบปั่นสุดชีวิต ลายมงลายมือคงรักษาต่อไปไม่ไไหวแล้ว ณ จุดๆนี้เขียนให้เสร็จเป็นพอ
 
เขากำหนดให้เขียนไม่ต่ำกว่า 2 หน้า ผมเขียนไป 3 หน้าครึ่ง ไม่เว้นบรรทัด ._.
 
ออกจากห้องมาด้วยมือที่สั่นระรัวราวกับผ่านสงครามโลกมา (ซึ่งก็ผ่านมาจริงๆ เพราะเรียงความที่ผมเขียนมันเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง xD)
 
และอาจจะเป็นเพราะผมยังมันมือค้างอยู่ วิชาสังคมซึ่งเป็นวิชาต่อไป ผมก็เลยเขียนคำตอบเป็นพรืดลงไปซะอย่างนั้น ทั้งๆที่ปกติผมจะตอบแค่ 2-3 ประโยคเท่านั้น - -
 
วิชาสุดท้ายคือวิชาการงานอาชีพ ซึ่งก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากับผมมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ครั้งนี้มันก็ยากเหมือนที่ผ่านมานี่แหละครับ แต่โดยรวมก็โอเคนะ
 
ติดแค่อย่างเดียว
 
ผมยังกังวลกับงานคอมพิวเตอร์มากๆ วันนี้ไม่มีอะไรคืบหน้าเลย ._.
 
-จบวันแรก-

พลังเสียงเหลือ 70%
พลังสมองเหลือ 70%
ความเครียดความกดดันเพิ่มเป็น  60%
 
 
 
............................
 
 
 
รู้สึกเอนทรี่นี้จะยาวกว่าที่คิดเนอะ เอาเป็นว่าผมจะมาต่อในเอนทรี่หน้าละกันนะครับ การระบายความในใจลงเป็นไดอารี่ในบล็อกนี่ก็เข้าท่าดีเหมือนกันแฮะ xD
 
แล้วเจอกันเอนทรี่หน้าครับ Cool

Comment

Comment:

Tweet

5555555555 confused smile confused smile confused smile

#2 By Perisheer Salloc on 2013-09-22 20:27

เราผ่านมันมาได้แล้วละช้อป -^- 5555555

#1 By Maybe (110.171.222.249) on 2013-09-22 18:15

Recommend